ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF)
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (AF) เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองจากลิ่มเลือดอุดตันอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินความเสี่ยงและการเลือกใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างเหมาะสมจึงเป็นหัวใจของการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้
นิยามและการประเมินความเสี่ยง
Atrial fibrillation คือภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้วไม่เป็นจังหวะ ทำให้เลือดคั่งค้างและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดใน left atrial appendage
การประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองใช้คะแนน CHA2DS2-VASc (หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง อายุ ≥75 ปี เบาหวาน เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือด อายุ 65–74 ปี เพศหญิง) เพื่อกำหนดความจำเป็นในการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
การประเมินความเสี่ยงเลือดออกใช้คะแนน HAS-BLED เพื่อระบุปัจจัยเสี่ยงที่แก้ไขได้และวางแผนการติดตามอย่างใกล้ชิด
แนวทางการรักษา
ผู้ป่วยที่มีคะแนน CHA2DS2-VASc ≥2 ในผู้ชาย หรือ ≥3 ในผู้หญิง ควรได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดระยะยาว โดย direct oral anticoagulant (DOAC เช่น apixaban, rivaroxaban, dabigatran) เป็นทางเลือกที่แนะนำมากกว่า warfarin ในผู้ป่วย non-valvular AF ส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความเสี่ยงเลือดออกในสมองต่ำกว่าและไม่ต้องตรวจ INR บ่อย
Warfarin ยังคงเป็นยาที่จำเป็นในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจกลไก (mechanical heart valve) หรือ moderate-to-severe mitral stenosis ซึ่ง DOAC ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ (rate control) ด้วย beta-blocker หรือ non-dihydropyridine CCB เป็นแนวทางหลักในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ส่วนการควบคุมจังหวะ (rhythm control) พิจารณาในผู้ป่วยที่ยังมีอาการชัดเจนแม้ควบคุมอัตราแล้ว
- Apixaban, Rivaroxaban, Dabigatran — DOAC ที่ไม่ต้องตรวจ INR
- Warfarin — จำเป็นในผู้ป่วยลิ้นหัวใจกลไกหรือ mitral stenosis รุนแรง
- Rate control — beta-blocker หรือ non-dihydropyridine CCB เป็นแนวทางแรก
เป้าหมายการรักษาและการติดตาม
ผู้ป่วยที่ใช้ warfarin ต้องติดตามค่า INR ให้อยู่ในช่วง 2.0–3.0 สำหรับ non-valvular AF ส่วนใหญ่ โดยตรวจ INR สม่ำเสมอและปรับขนาดยาตามผล
ผู้ป่วยที่ใช้ DOAC ควรตรวจการทำงานของไตอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยขึ้นในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีการทำงานของไตลดลง เนื่องจากขนาดยาบางชนิดต้องปรับตาม creatinine clearance
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
ผลข้างเคียงหลักของยาต้านการแข็งตัวของเลือดทุกชนิดคือความเสี่ยงเลือดออก ควรให้คำแนะนำผู้ป่วยสังเกตอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระดำ หรือรอยฟกช้ำผิดปกติ
Warfarin มีปฏิกิริยาระหว่างยาและอาหารจำนวนมาก โดยเฉพาะยาที่ยับยั้งหรือกระตุ้น CYP2C9 และวิตามินเคในอาหาร ซึ่งอาจทำให้ INR แปรปรวน
DOAC ต้องปรับขนาดหรือหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยไตเสื่อมรุนแรงตามชนิดของยา และควรระวังการใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือดหรือ NSAIDs ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก
ไม่ควรหยุด DOAC หรือ warfarin เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองอย่างรวดเร็ว
- เริ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดเมื่อ
- CHA2DS2-VASc ≥2 (ชาย) หรือ ≥3 (หญิง)
- ช่วง INR เป้าหมาย (warfarin)
- 2.0–3.0
- DOAC ตัวอย่าง
- Apixaban, Rivaroxaban, Dabigatran
- ต้องใช้ warfarin แทน DOAC
- ลิ้นหัวใจกลไก / mitral stenosis รุนแรง
- Red flag
- อุจจาระดำ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือฟกช้ำผิดปกติ
- American College of Cardiology / American Heart Association / Heart Rhythm Society — 2023 Guideline for the Diagnosis and Management of Atrial Fibrillation (2023)
- European Society of Cardiology — 2020 ESC Guidelines for the diagnosis and management of atrial fibrillation (2020)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 20 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ