ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ADDIREK.rx
ทางเดินอาหารและตับ

โรคกรดไหลย้อน (GERD)

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease, GERD) เกิดจากการไหลย้อนของกรดหรือสิ่งในกระเพาะอาหารขึ้นสู่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก (heartburn) และเรอเปรี้ยว เป็นภาวะที่พบบ่อยและเภสัชกรมีบทบาทสำคัญทั้งในการแนะนำยาที่ซื้อได้เองและการติดตามการใช้ยาระยะยาว

นิยามและเกณฑ์วินิจฉัย

GERD วินิจฉัยจากอาการทางคลินิกเป็นหลัก โดยอาการหลักคือแสบร้อนกลางอกและเรอเปรี้ยวที่เกิดขึ้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือรบกวนคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ในผู้ป่วยที่มีอาการทั่วไปโดยไม่มีอาการเตือน แพทย์มักเริ่มการรักษาแบบ empirical ด้วยยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรดโดยไม่ต้องส่องกล้องก่อน

การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (upper endoscopy) จะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการเตือน (alarm features) หรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ตอบสนอง เพื่อแยกโรคร้ายแรงอื่น เช่น หลอดอาหารอักเสบรุนแรง หลอดอาหารบาร์เร็ตต์ หรือมะเร็ง

  • อาการเตือน (alarm features): กลืนลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ซีด อายุมากกว่า 60 ปีที่เริ่มมีอาการใหม่

แนวทางการรักษา

การปรับพฤติกรรมเป็นรากฐานของการรักษาทุกราย ได้แก่ ลดน้ำหนักในผู้ป่วยน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน ยกหัวเตียงสูง งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงอาหาร/เครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการ เช่น กาแฟ ช็อกโกแลต อาหารมัน

ยากลุ่ม proton pump inhibitor (PPI) เช่น omeprazole, esomeprazole เป็นยาหลักที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมอาการและรักษาหลอดอาหารอักเสบ โดยทั่วไปให้รับประทานก่อนอาหารเช้า 30-60 นาที เป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ในการรักษาเริ่มต้น

ยากลุ่ม H2-receptor antagonist เช่น famotidine ใช้ในรายที่มีอาการไม่รุนแรงหรือเป็นทางเลือกเสริม (on-demand) ส่วนยาลดกรดกลุ่ม antacid ใช้บรรเทาอาการเฉียบพลันระยะสั้นได้

  • ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีอาจพิจารณาลดขนาดยาลงเป็น step-down therapy หรือใช้ยาแบบ on-demand เมื่ออาการสงบ

เป้าหมายการรักษาและการติดตาม

เป้าหมายคือควบคุมอาการให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตปกติ รักษาหลอดอาหารอักเสบให้หาย และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น หลอดอาหารตีบหรือบาร์เร็ตต์เอซอฟากัส

หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์ของการรักษาด้วย PPI ขนาดมาตรฐาน ควรทบทวนการวินิจฉัยและพิจารณาส่งต่อเพื่อตรวจเพิ่มเติม

ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ

การใช้ PPI ระยะยาวสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยของกระดูกหัก ภาวะพร่องแมกนีเซียม/วิตามินบี 12 และการติดเชื้อในทางเดินอาหาร (เช่น Clostridioides difficile) จึงควรใช้ในขนาดต่ำสุดที่ได้ผลและระยะเวลาสั้นที่สุดที่เหมาะสม

PPI มีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ลดการดูดซึมของยาที่ต้องการสภาวะกรดในกระเพาะ (เช่น ketoconazole) และอาจลดประสิทธิภาพของ clopidogrel ผ่านการยับยั้งเอนไซม์ CYP2C19 (โดยเฉพาะ omeprazole)

  • ควรทบทวนความจำเป็นของการใช้ PPI ต่อเนื่องในผู้ป่วยสูงอายุที่ใช้ยาหลายชนิดเป็นระยะ
ตารางอ้างอิงด่วน
ยาหลัก
PPI เช่น omeprazole 20-40 มก. ก่อนอาหารเช้า
ระยะเวลาเริ่มต้น 4-8 สัปดาห์
ทางเลือกเสริม
H2RA เช่น famotidine 20-40 มก. วันละ 2 ครั้ง
อาการเตือนที่ต้องส่งต่อ
กลืนลำบาก น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ
ผลข้างเคียงระยะยาวของ PPI
กระดูกหัก, พร่อง Mg/B12, การติดเชื้อทางเดินอาหาร
แหล่งอ้างอิง
  • American College of Gastroenterology (ACG)Clinical Guideline for the Diagnosis and Management of Gastroesophageal Reflux Disease (2022)
คำเตือน: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อการทบทวนความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางคลินิกฉบับสมบูรณ์และไม่สามารถใช้แทนดุลยพินิจของผู้ประกอบวิชาชีพ โปรดตรวจสอบความถูกต้องกับแหล่งอ้างอิงฉบับเต็มก่อนนำไปใช้จริง

พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?

คลังข้อสอบ 21 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย

เริ่มทำแบบทดสอบ