ภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นกลุ่มอาการทางคลินิกที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การรักษาด้วยยาที่มีหลักฐานลดอัตราตายมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มี ejection fraction ลดลง
นิยามและการจำแนกชนิด
ภาวะหัวใจล้มเหลวจำแนกตาม left ventricular ejection fraction (LVEF) เป็น HFrEF (LVEF ≤40%), HFmrEF (LVEF 41–49%) และ HFpEF (LVEF ≥50%) ซึ่งมีแนวทางการรักษาด้วยยาที่แตกต่างกัน
การจำแนกความรุนแรงตามอาการใช้ NYHA functional class (I–IV) เพื่อประเมินข้อจำกัดในการทำกิจกรรมประจำวัน
แนวทางการรักษา
ในผู้ป่วย HFrEF ยาหลัก 4 กลุ่มที่มีหลักฐานลดอัตราตายและการรักษาตัวในโรงพยาบาล ได้แก่ ACEI/ARB หรือ ARNI (sacubitril/valsartan), beta-blocker ที่มีข้อมูลสนับสนุน (bisoprolol, carvedilol, metoprolol succinate), mineralocorticoid receptor antagonist (spironolactone, eplerenone) และ SGLT2 inhibitor
ควรเริ่มยาทั้ง 4 กลุ่มโดยเร็วที่สุดเท่าที่ผู้ป่วยทนได้ แล้วค่อยๆ ปรับขนาดขึ้นทุก 2–4 สัปดาห์จนถึงขนาดเป้าหมายหรือขนาดสูงสุดที่ทนได้
ยาขับปัสสาวะกลุ่ม loop diuretic ใช้เพื่อควบคุมอาการคั่งน้ำ ไม่ได้มีข้อมูลลดอัตราตายโดยตรงแต่จำเป็นสำหรับบรรเทาอาการ
ในผู้ป่วย HFpEF การรักษาเน้นควบคุมความดันโลหิตและปัจจัยเสี่ยงร่วม โดย SGLT2 inhibitor มีข้อมูลสนับสนุนการลดการรักษาตัวในโรงพยาบาลในกลุ่มนี้ด้วย
- ARNI (sacubitril/valsartan) — ห้ามใช้ร่วมกับ ACEI ต้องเว้นระยะอย่างน้อย 36 ชั่วโมงหลังหยุด ACEI
- MRA — ต้องติดตามโพแทสเซียมและการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด
- SGLT2 inhibitor — มีประโยชน์ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน
เป้าหมายการรักษาและการติดตาม
เป้าหมายคือปรับยาทั้ง 4 กลุ่มให้ถึงขนาดเป้าหมายตามหลักฐานวิจัยหรือขนาดสูงสุดที่ผู้ป่วยทนได้ พร้อมติดตามน้ำหนักตัวประจำวันเพื่อประเมินภาวะคั่งน้ำ
ควรตรวจการทำงานของไตและโพแทสเซียมก่อนเริ่มและหลังปรับขนาด ACEI/ARB/ARNI และ MRA รวมถึงติดตามความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเมื่อปรับ beta-blocker
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
Beta-blocker ไม่ควรเริ่มในผู้ป่วยที่มีภาวะคั่งน้ำรุนแรงยังไม่ได้รับการควบคุม เนื่องจากอาจทำให้อาการหัวใจล้มเหลวแย่ลงในระยะแรก
MRA เพิ่มความเสี่ยงโพแทสเซียมในเลือดสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ ACEI/ARB หรือในผู้ป่วยไตเสื่อม ควรหลีกเลี่ยงหากโพแทสเซียม >5.0 mEq/L หรือ eGFR ต่ำมาก
SGLT2 inhibitor เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ รวมถึงความเสี่ยง euglycemic diabetic ketoacidosis ที่พบได้น้อยแต่รุนแรง
ควรหลีกเลี่ยง NSAIDs และยาลดความดันโลหิตกลุ่ม non-dihydropyridine CCB ในผู้ป่วย HFrEF เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลง
- HFrEF
- LVEF ≤40%
- ยาหลัก 4 กลุ่มใน HFrEF
- ACEI/ARB/ARNI, Beta-blocker, MRA, SGLT2i
- ระยะเว้นก่อนเปลี่ยน ACEI เป็น ARNI
- ≥36 ชั่วโมง
- โพแทสเซียมที่ควรหลีกเลี่ยง MRA
- >5.0 mEq/L
- อาการเตือนที่ต้องกลับมาพบแพทย์
- น้ำหนักเพิ่มเร็ว หายใจลำบากมากขึ้น บวมเพิ่มขึ้น
- American College of Cardiology / American Heart Association / Heart Failure Society of America — 2022 Guideline for the Management of Heart Failure (2022)
- European Society of Cardiology — 2021 ESC Guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure (2021)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 20 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ