ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (iron deficiency anemia, IDA) เป็นสาเหตุของโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก เกิดจากปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายไม่เพียงพอต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เภสัชกรมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเรื่องการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็ก ขนาดยา และการจัดการผลข้างเคียงเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ต่อเนื่อง
นิยามและเกณฑ์วินิจฉัย
องค์การอนามัยโลกให้นิยามภาวะโลหิตจางว่าคือระดับฮีโมโกลบิน (Hb) ต่ำกว่า 13 ก./ดล. ในผู้ชาย ต่ำกว่า 12 ก./ดล. ในผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ และต่ำกว่า 11 ก./ดล. ในหญิงตั้งครรภ์ โดย IDA มีลักษณะเป็นโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงเล็กและติดสีจาง (microcytic, hypochromic anemia) ค่า MCV และ MCH ต่ำกว่าปกติ
การยืนยันภาวะขาดธาตุเหล็กใช้ค่า serum ferritin เป็นหลัก โดยค่าต่ำกว่า 30 นาโนกรัม/มล. บ่งชี้ภาวะขาดธาตุเหล็กในผู้ที่ไม่มีภาวะอักเสบร่วม หากมีภาวะอักเสบหรือโรคเรื้อรังร่วมด้วยซึ่งทำให้ ferritin สูงเทียม ควรพิจารณาค่า transferrin saturation (TSAT) ที่ต่ำกว่า 16-20% ร่วมด้วย
สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ การเสียเลือดเรื้อรัง (เช่น ประจำเดือนมามาก เลือดออกในทางเดินอาหาร) การได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ ภาวะดูดซึมผิดปกติ (เช่น โรค celiac, ภาวะหลังผ่าตัดกระเพาะ) และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในหญิงตั้งครรภ์หรือเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
แนวทางการรักษา
การรักษาหลักคือการเสริมธาตุเหล็กชนิดรับประทาน โดยขนาดธาตุเหล็กอิสระ (elemental iron) ที่แนะนำในผู้ใหญ่โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 60-120 มก./วัน เกลือธาตุเหล็กที่ใช้บ่อยได้แก่ ferrous sulfate, ferrous fumarate และ ferrous gluconate ซึ่งมีปริมาณธาตุเหล็กอิสระต่อเม็ดแตกต่างกัน จึงต้องคำนวณเป็นธาตุเหล็กอิสระเมื่อเทียบขนาดยา
หลักฐานล่าสุดสนับสนุนการให้ยาแบบวันเว้นวัน (alternate-day dosing) แทนการให้ทุกวันในผู้ป่วยบางราย เนื่องจากฮอร์โมน hepcidin ที่เพิ่มขึ้นหลังได้รับธาตุเหล็กจะลดการดูดซึมในวันถัดไป การให้วันเว้นวันจึงอาจเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสะสมและลดผลข้างเคียงทางเดินอาหารได้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
ธาตุเหล็กชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (IV iron) พิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่ทนต่อยารับประทานไม่ได้ ดูดซึมผิดปกติ มีการเสียเลือดต่อเนื่องในปริมาณมาก หรือมีโรคไตเรื้อรังที่ต้องการแก้ไขภาวะโลหิตจางอย่างรวดเร็ว
- รับประทานขณะท้องว่างเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด หากระคายเคืองกระเพาะอาหารมากอาจรับประทานพร้อมอาหารเล็กน้อย
- รับประทานร่วมกับวิตามินซีหรือน้ำส้มคั้นช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิด non-heme
- หลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมชา กาแฟ นม หรือยาลดกรดที่มีแคลเซียม เนื่องจากลดการดูดซึม
เป้าหมายการรักษาและการติดตาม
หลังเริ่มการรักษา ควรเห็นการเพิ่มขึ้นของ reticulocyte ภายใน 1-2 สัปดาห์ และระดับฮีโมโกลบินควรเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ก./ดล. ทุก 2-4 สัปดาห์ หากไม่มีการตอบสนองตามที่คาดควรทบทวนการวินิจฉัย ความร่วมมือในการใช้ยา หรือหาสาเหตุการเสียเลือดที่ยังไม่ได้แก้ไข
แม้ระดับฮีโมโกลบินจะกลับสู่ปกติแล้ว ควรให้ยาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อเติมคลังธาตุเหล็กสำรอง (iron stores) ในร่างกายให้เพียงพอ และควรตรวจ serum ferritin ซ้ำเพื่อยืนยันว่าคลังธาตุเหล็กกลับสู่ระดับปกติก่อนหยุดยา
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของธาตุเหล็กชนิดรับประทานคืออาการทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องผูก คลื่นไส้ ปวดท้อง และอุจจาระสีดำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่เป็นอันตราย แต่ควรแจ้งผู้ป่วยล่วงหน้าเพื่อลดความกังวลและเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา
ธาตุเหล็กชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึง anaphylaxis จึงควรให้ในสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการจัดการภาวะฉุกเฉิน และเฝ้าระวังอาการระหว่างและหลังให้ยา
ควรเก็บผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กให้พ้นมือเด็ก เนื่องจากการรับประทานเกินขนาดในเด็กอาจทำให้เกิดพิษต่อตับและระบบทางเดินอาหารอย่างรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้
- ยาลดกรดกลุ่ม PPI และ H2-blocker ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารซึ่งจำเป็นต่อการละลายและดูดซึมธาตุเหล็ก ควรเว้นระยะหรือติดตามการตอบสนองอย่างใกล้ชิด
- ธาตุเหล็กลดการดูดซึมของยาบางชนิด เช่น levothyroxine, tetracycline และ fluoroquinolone จึงควรเว้นระยะห่างในการรับประทานอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
- ไม่ควรให้ธาตุเหล็กเสริมโดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เนื่องจากภาวะเหล็กเกิน (iron overload) อาจเป็นอันตรายในผู้ที่ไม่ได้ขาดธาตุเหล็กจริง
- เกณฑ์ Hb วินิจฉัยโลหิตจาง (ชาย)
- <13 ก./ดล.
- เกณฑ์ Hb วินิจฉัยโลหิตจาง (หญิงไม่ตั้งครรภ์)
- <12 ก./ดล.
- Serum ferritin บ่งชี้ขาดธาตุเหล็ก
- <30 นาโนกรัม/มล.
- ในผู้ที่ไม่มีภาวะอักเสบร่วม
- ขนาดธาตุเหล็กอิสระที่แนะนำ
- 60-120 มก./วัน
- อาจพิจารณาให้แบบวันเว้นวัน
- ระยะเวลาให้ยาหลัง Hb ปกติ
- ≥3 เดือน
- เพื่อเติมคลังธาตุเหล็กสำรอง
- World Health Organization (WHO) — WHO guideline on use of ferritin concentrations to assess iron status in populations (2020)
- British Society of Gastroenterology — Guidelines for the management of iron deficiency anaemia in adults (2021)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 20 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ