โรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่ความหนาแน่นมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างกระดูกเสื่อมลง ทำให้เสี่ยงต่อกระดูกหักได้ง่าย พบบ่อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุ การประเมินความเสี่ยงและการรักษาที่เหมาะสมช่วยลดอุบัติการณ์กระดูกหักได้อย่างมีนัยสำคัญ
นิยามและเกณฑ์วินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนใช้ค่า T-score จากการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (bone mineral density, BMD) ด้วยเครื่อง DXA โดย T-score ≤ -2.5 ที่กระดูกสันหลังหรือสะโพกวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ส่วน T-score ระหว่าง -1.0 ถึง -2.5 จัดเป็นภาวะกระดูกบาง (osteopenia)
การเกิดกระดูกหักจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย (fragility fracture) เช่น กระดูกสะโพกหรือกระดูกสันหลังหัก ถือเป็นการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนได้แม้ยังไม่ได้ตรวจ BMD
แนวทางการรักษา
ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับแคลเซียมและวิตามินดีอย่างเพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) และการปรับพฤติกรรมลดความเสี่ยงหกล้ม
ยากลุ่ม bisphosphonate (เช่น alendronate, risedronate, zoledronic acid) เป็นยาตัวแรกที่แนะนำในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายกระดูกโดยเซลล์ osteoclast
ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงกระดูกหักสูงมากหรือไม่ตอบสนองต่อ bisphosphonate อาจพิจารณายากลุ่ม anabolic agent เช่น teriparatide ซึ่งกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ หรือ denosumab ซึ่งเป็น monoclonal antibody ยับยั้งการสลายกระดูก
- Bisphosphonate ชนิดรับประทาน — ต้องรับประทานตอนท้องว่างพร้อมน้ำเปล่าและนั่ง/ยืนตัวตรงอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อลดการระคายเคืองหลอดอาหาร
- Denosumab — ฉีดใต้ผิวหนังทุก 6 เดือน ห้ามหยุดยากะทันหันโดยไม่มีการรักษาต่อเนื่องเพราะเสี่ยงกระดูกหักแบบ rebound
- Teriparatide — ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปีตลอดชีวิตเนื่องจากข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว
การประเมินความเสี่ยงและการติดตาม
เครื่องมือ FRAX (Fracture Risk Assessment Tool) ช่วยประเมินความเสี่ยงกระดูกหักใน 10 ปีข้างหน้า โดยใช้ปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกร่วมกับหรือไม่ร่วมกับค่า BMD เพื่อช่วยตัดสินใจเริ่มการรักษา
ควรตรวจ BMD ซ้ำทุก 1–2 ปีเพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษา และพิจารณาปรับเปลี่ยนยาหากความหนาแน่นกระดูกไม่ดีขึ้นหรือมีกระดูกหักซ้ำระหว่างการรักษา
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
Bisphosphonate ระยะยาวมีความเสี่ยงต่อภาวะ osteonecrosis of the jaw และ atypical femoral fracture แม้พบได้น้อย จึงควรประเมินการรักษาต่อเนื่องเป็นระยะ (drug holiday) หลังใช้ยา 3–5 ปีในผู้ป่วยความเสี่ยงต่ำ
Bisphosphonate ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (zoledronic acid) อาจทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หลังฉีดครั้งแรก และต้องระวังการใช้ในผู้ป่วยที่มี eGFR ต่ำกว่า 35
- เกณฑ์วินิจฉัย T-score
- ≤ -2.5
- Osteopenia
- T-score -1.0 ถึง -2.5
- ยาตัวแรก
- Bisphosphonate
- ระยะเวลาสูงสุดของ teriparatide
- ไม่เกิน 2 ปี
- เครื่องมือประเมินความเสี่ยง
- FRAX
- National Osteoporosis Foundation / Bone Health and Osteoporosis Foundation — Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis (2022)
- มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย — แนวทางเวชปฏิบัติโรคกระดูกพรุน (2021)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 20 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ