การติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน
การติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน (skin and soft tissue infections, SSTI) ครอบคลุมตั้งแต่การติดเชื้อผิวเผิน เช่น cellulitis และ erysipelas ไปจนถึงภาวะรุนแรงที่คุกคามชีวิต เช่น necrotizing fasciitis การจำแนกชนิดของการติดเชื้อและประเมินความรุนแรงอย่างถูกต้องมีความสำคัญต่อการเลือกยาต้านจุลชีพและการตัดสินใจส่งต่อผู้ป่วยเพื่อผ่าตัด
นิยามและเกณฑ์วินิจฉัย
Cellulitis คือการอักเสบติดเชื้อของผิวหนังชั้นลึกและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง มีลักษณะบวมแดงร้อนขอบเขตไม่ชัดเจน ส่วน erysipelas เป็นการติดเชื้อชั้นตื้นกว่ามีขอบเขตรอยโรคชัดเจนยกนูน ทั้งสองภาวะแบ่งเป็นชนิดไม่มีหนอง (non-purulent) ซึ่งมักเกิดจากเชื้อ Streptococcus และชนิดมีหนองหรือฝี (purulent) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับเชื้อ Staphylococcus aureus รวมถึงสายพันธุ์ดื้อยา methicillin-resistant S. aureus (MRSA)
ควรแยกภาวะ necrotizing soft tissue infection ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรม โดยสังเกตอาการเตือน เช่น ปวดรุนแรงไม่สมส่วนกับลักษณะรอยโรคที่เห็น ผิวหนังเปลี่ยนสีคล้ำหรือมีตุ่มน้ำ มีเสียงกรอบแกรบใต้ผิวหนัง (crepitus) และอาการทางระบบรุนแรง เช่น ไข้สูง ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งต้องปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อผ่าตัดเปิดแผลสำรวจโดยด่วน
แนวทางการรักษา
สำหรับ non-purulent cellulitis/erysipelas ที่ไม่รุนแรง การรักษาเชิงประจักษ์มุ่งครอบคลุมเชื้อ Streptococcus เป็นหลัก โดยใช้ beta-lactam เช่น penicillin, cephalexin หรือ cloxacillin ทางเลือกรับประทาน ส่วนรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องควรให้ยาฉีดและพิจารณาครอบคลุมเชื้อกว้างขึ้น
สำหรับ purulent infection เช่น ฝีหนอง (abscess) หลักการรักษาที่สำคัญที่สุดคือการระบายหนอง (incision and drainage) ร่วมกับพิจารณาให้ยาต้านจุลชีพครอบคลุม MRSA เช่น trimethoprim-sulfamethoxazole, doxycycline หรือ clindamycin ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงเชื้อดื้อยาหรือมีอาการทางระบบร่วมด้วย ในรายที่ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลและสงสัย MRSA อาจพิจารณา vancomycin หรือ linezolid ฉีด
เป้าหมายการรักษาและการติดตาม
ระยะเวลาการรักษาโดยทั่วไปสำหรับ cellulitis/erysipelas ไม่ซับซ้อนคือประมาณ 5-10 วัน ขึ้นกับการตอบสนองทางคลินิก ควรเห็นการลดลงของรอยแดง บวม และอาการปวดภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังเริ่มยา การทำเครื่องหมายขอบเขตรอยโรค (marking) ช่วยติดตามการลุกลามหรือการตอบสนองต่อการรักษาได้ชัดเจน
หากอาการไม่ดีขึ้นหรือลุกลามเพิ่มขึ้นภายใน 48-72 ชั่วโมง ควรทบทวนการวินิจฉัย พิจารณาภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝีที่ซ่อนอยู่ หรือ necrotizing infection และพิจารณาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหรือศัลยแพทย์
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
Clindamycin มีความเสี่ยงสัมพันธ์กับ Clostridioides difficile-associated diarrhea ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยากลุ่มอื่น จึงควรเฝ้าระวังอาการท้องเสียรุนแรงระหว่างและหลังการใช้ยา Trimethoprim-sulfamethoxazole ควรระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม warfarin เนื่องจากอาจเสริมฤทธิ์กัน
ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหลอดเลือดส่วนปลาย หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงและการหายของแผลช้ากว่าปกติ ควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างใกล้ชิดมากกว่าประชากรทั่วไป
- Non-purulent cellulitis (ทางเลือกแรก)
- Beta-lactam ครอบคลุม Streptococcus เช่น cephalexin, cloxacillin
- Purulent abscess
- Incision and drainage เป็นหลัก ± ยาครอบคลุม MRSA
- ระยะเวลาการรักษาโดยทั่วไป
- 5-10 วัน
- สัญญาณเตือน necrotizing infection
- ปวดรุนแรงไม่สมส่วน, ผิวคล้ำ/ตุ่มน้ำ, crepitus, สัญญาณ sepsis
- ยาครอบคลุม MRSA (รับประทาน)
- TMP-SMX, Doxycycline, Clindamycin
- Infectious Diseases Society of America (IDSA) — Practice Guidelines for the Diagnosis and Management of Skin and Soft Tissue Infections (2014)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 20 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ