เบาหวานชนิดที่ 1 เบื้องต้น
เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการทำลายเซลล์เบต้าของตับอ่อนโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดอินซูลินโดยสมบูรณ์ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับอินซูลินทดแทนตลอดชีวิตตั้งแต่วินิจฉัย
พยาธิสรีรวิทยาและเกณฑ์วินิจฉัย
เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในเด็กและวัยรุ่น แต่สามารถเกิดในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน (latent autoimmune diabetes in adults) กลไกหลักคือการทำลายเซลล์เบต้าโดย autoimmune process ทำให้ระดับอินซูลินในร่างกายต่ำมากหรือไม่มีเลย
เกณฑ์วินิจฉัยใช้ค่าน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกับเบาหวานชนิดที่ 2 (FPG ≥126 มก./ดล., HbA1c ≥6.5%, หรือน้ำตาลสุ่ม ≥200 มก./ดล.ร่วมกับอาการ) แต่ผู้ป่วยมักมีอาการเฉียบพลันชัดเจนและน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว บางรายมาด้วยภาวะ diabetic ketoacidosis (DKA) เป็นอาการแรก
แนวทางการรักษาด้วยอินซูลิน
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกรายต้องได้รับอินซูลินทดแทน โดยรูปแบบที่แนะนำคือ basal-bolus regimen ซึ่งใช้อินซูลินออกฤทธิ์ยาว (basal) วันละ 1–2 ครั้ง ร่วมกับอินซูลินออกฤทธิ์เร็ว (bolus) ก่อนมื้ออาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหาร
การปรับขนาดอินซูลินอาศัยการนับคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate counting) และค่า insulin-to-carb ratio ร่วมกับ correction factor เพื่อปรับตามระดับน้ำตาลก่อนมื้ออาหาร
การใช้ปั๊มอินซูลิน (insulin pump) หรือระบบ continuous glucose monitoring (CGM) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแม่นยำในการควบคุมระดับน้ำตาล โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลแปรปรวนมาก
- อินซูลินออกฤทธิ์ยาว (basal) เช่น glargine, detemir, degludec
- อินซูลินออกฤทธิ์เร็ว (bolus) เช่น lispro, aspart, glulisine
- อินซูลิน regular และ NPH ยังใช้ได้ในบางบริบทที่เข้าถึงยาใหม่ได้จำกัด
การป้องกันภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน
ภาวะ diabetic ketoacidosis (DKA) เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบได้บ่อยในเบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดจากการขาดอินซูลิน การติดเชื้อ หรือความเครียดทางร่างกาย อาการสำคัญคือคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบลึก และลมหายใจมีกลิ่นคีโตน
ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรได้รับการฝึกฝนให้รู้จักอาการเตือนของทั้งภาวะน้ำตาลสูงและน้ำตาลต่ำ รวมถึงวิธีปรับขนาดอินซูลินในช่วงเจ็บป่วย (sick day rules) เพื่อป้องกัน DKA
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นความเสี่ยงหลักของการรักษาด้วยอินซูลิน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลเข้มงวด ควรสอนผู้ป่วยให้รู้จักอาการเตือนและพกพาแหล่งน้ำตาลออกฤทธิ์เร็วติดตัวเสมอ
ไม่ควรหยุดอินซูลิน basal โดยเด็ดขาดแม้ในช่วงที่รับประทานอาหารไม่ได้ เนื่องจากจะนำไปสู่ภาวะ DKA ได้อย่างรวดเร็ว
- เกณฑ์วินิจฉัย
- เหมือนเบาหวานชนิดที่ 2
- แต่มักมีอาการเฉียบพลันชัดเจนกว่า
- รูปแบบการรักษา
- Basal-bolus insulin regimen
- ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันสำคัญ
- Diabetic ketoacidosis (DKA)
- เป้าหมาย HbA1c ทั่วไป
- <7%
- ปรับตามอายุและความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ
- American Diabetes Association — Standards of Care in Diabetes (2024)
- International Society for Pediatric and Adolescent Diabetes (ISPAD) — ISPAD Clinical Practice Consensus Guidelines (2022)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 21 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ