เบาหวานชนิดที่ 2
เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเมตาบอลิกเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคเบาหวาน เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกับการหลั่งอินซูลินที่ลดลงตามเวลา การควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทั้งหลอดเลือดขนาดเล็กและขนาดใหญ่
นิยามและเกณฑ์วินิจฉัย
วินิจฉัยเบาหวานเมื่อพบค่าใดค่าหนึ่งต่อไปนี้ซ้ำสองครั้ง (หรือมีอาการคลาสสิกร่วมกับระดับน้ำตาลสูงชัดเจนครั้งเดียวก็เพียงพอ): ระดับน้ำตาลพลาสมาขณะอดอาหาร (FPG) ≥126 มก./ดล., ระดับน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมงหลัง oral glucose tolerance test (75 กรัมกลูโคส) ≥200 มก./ดล., HbA1c ≥6.5%, หรือระดับน้ำตาลสุ่มตรวจ ≥200 มก./ดล. ร่วมกับอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ภาวะก่อนเบาหวาน (prediabetes) หมายถึง FPG 100–125 มก./ดล. (impaired fasting glucose) หรือ HbA1c 5.7–6.4% ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ควรได้รับคำแนะนำปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันการดำเนินเป็นเบาหวาน
แนวทางการรักษา
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน) เป็นพื้นฐานของการรักษาทุกราย ควบคู่กับการรักษาด้วยยาตั้งแต่เริ่มวินิจฉัยในผู้ป่วยส่วนใหญ่
Metformin เป็นยาตัวแรกที่แนะนำในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ไม่มีข้อห้ามใช้ (เช่น eGFR ต่ำมาก) เนื่องจากมีประสิทธิภาพดี ราคาไม่แพง และมีความเสี่ยงภาวะน้ำตาลต่ำต่ำ
การเลือกยาตัวที่สองขึ้นกับภาวะร่วมของผู้ป่วย: ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือความเสี่ยงสูง แนะนำกลุ่ม GLP-1 receptor agonist หรือ SGLT2 inhibitor ที่มีข้อมูลลดเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือด ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคไตเรื้อรังร่วม SGLT2 inhibitor มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
กลุ่มยาอื่นที่ใช้ได้แก่ sulfonylurea, DPP-4 inhibitor, thiazolidinedione และอินซูลิน ซึ่งพิจารณาเลือกตามระดับ HbA1c เริ่มต้น ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ ผลต่อน้ำหนักตัว และค่าใช้จ่าย
- Metformin — ลด HbA1c ได้ประมาณ 1–1.5%, ผลข้างเคียงหลักคือทางเดินอาหารและควรระวังในผู้ป่วยไตเสื่อม
- SGLT2 inhibitor — ลดความเสี่ยงหัวใจล้มเหลวและชะลอการเสื่อมของไต แต่เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ/อวัยวะเพศ
- GLP-1 receptor agonist — ลดน้ำหนักและลดเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือด แต่ผลข้างเคียงทางเดินอาหารพบบ่อย
- Sulfonylurea — ประสิทธิภาพดีแต่เพิ่มความเสี่ยงน้ำตาลต่ำและน้ำหนักขึ้น
เป้าหมายการรักษาและการติดตาม
เป้าหมาย HbA1c โดยทั่วไปคือ <7% สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ แต่ควรปรับเป้าหมายให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล เช่น เป้าหมายที่เข้มงวดกว่า (<6.5%) ในผู้ป่วยอายุน้อย เป็นเบาหวานมาไม่นาน ไม่มีภาวะแทรกซ้อน หรือเป้าหมายที่ผ่อนปรนกว่า (<8%) ในผู้สูงอายุ มีโรคร่วมหลายอย่าง หรือมีประวัติน้ำตาลต่ำรุนแรง
ควรตรวจ HbA1c ทุก 3–6 เดือน ตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนประจำปี ได้แก่ การตรวจจอประสาทตา การตรวจไข่ขาวในปัสสาวะ (microalbuminuria) และการตรวจเท้า รวมถึงประเมินไขมันในเลือดและความดันโลหิตร่วมด้วย
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่สำคัญ
Metformin ควรหยุดชั่วคราวก่อนได้รับสารทึบรังสีทางหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงไตเสื่อม และห้ามใช้เมื่อ eGFR <30 มล./นาที/1.73ตร.ม. เนื่องจากเสี่ยงภาวะ lactic acidosis
SGLT2 inhibitor เพิ่มความเสี่ยง diabetic ketoacidosis แบบ euglycemic ซึ่งอาจไม่แสดงระดับน้ำตาลสูงชัดเจน จึงควรเฝ้าระวังในภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันหรืองดอาหารก่อนผ่าตัด
การใช้ sulfonylurea หรืออินซูลินร่วมกับยาอื่นเพิ่มความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรให้ความรู้ผู้ป่วยเรื่องอาการเตือนและวิธีแก้ไขเบื้องต้น
- เกณฑ์วินิจฉัย HbA1c
- ≥6.5%
- เกณฑ์วินิจฉัย FPG
- ≥126 มก./ดล.
- เป้าหมาย HbA1c ทั่วไป
- <7%
- ปรับตามผู้ป่วยรายบุคคล
- ยาตัวแรกที่แนะนำ
- Metformin
- ข้อห้าม Metformin
- eGFR <30 มล./นาที/1.73ตร.ม.
- American Diabetes Association — Standards of Care in Diabetes (2024)
- สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย — แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน (2023)
พร้อมทบทวนด้วยแบบทดสอบแล้ว?
คลังข้อสอบ 22 ข้อ สุ่มมาให้ทำแต่ละรอบ ให้คะแนนทันทีพร้อมเฉลย
เริ่มทำแบบทดสอบ